ในบทความนี้
บัตรของขวัญสำหรับร้านเล็กเป็นหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดในการขายได้มากขึ้นโดยไม่ต้องลดราคา: มีคนจ่ายวันนี้ และปกติจะมีอีกคนมารู้จักร้านคุณทีหลัง คู่มือนี้อธิบายว่าขายดีช่วงไหน ควรใช้กระดาษหรือดิจิทัล จัดการยอดเงินและการเติมอย่างไร รับเงินโดยไม่เสียค่าคอมมิชชันอย่างไร และทำให้คนรู้จักอย่างไร
ทำไมบัตรของขวัญถึงได้ผลกับร้านในชุมชน
บัตรของขวัญแก้ปัญหาจริงของคนซื้อ: อยากให้ของที่มีความหมาย แต่ไม่รู้ไซซ์ สี หรือรสนิยมที่แน่นอน ถ้าเขาชอบร้านคุณ การให้ร้านคุณเป็นของขวัญก็ง่าย
สำหรับคุณมีข้อดีชัด ๆ สามข้อ:
- ได้เงินล่วงหน้า เงินเข้าวันนี้ แม้จะให้บริการอีกหลายสัปดาห์
- ลูกค้าใหม่ที่มาพร้อมความเชื่อใจ คนที่ได้รับบัตรมาเพราะคนรู้จักแนะนำ
- มักใช้จ่ายเพิ่ม ถ้าบัตรมีค่า 25 € แต่เมนูหรือบริการที่เขาชอบราคา 32 € ส่วนต่างจ่ายกันตรงนั้น
ตัวอย่าง: ร้านตัดผมขายบัตร 30 € ได้ 20 ใบในเดือนธันวาคม ได้เงิน 600 € ในเดือนที่ค่าใช้จ่ายสูงที่สุด ในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ที่ความต้องการมักลดลง 20 คนนั้นทยอยมาใช้ และบางคนกลายเป็นลูกค้าประจำ
ช่วงที่ขายได้มากที่สุด
วางแผนล่วงหน้า ดีที่สุดคือเตรียมบัตรให้พร้อมราวสามสัปดาห์ก่อนแต่ละเทศกาล
| ช่วงเวลา | เสนออะไร | สำหรับใคร |
|---|---|---|
| คริสต์มาสและปีใหม่ | มูลค่าคงที่ (20, 30, 50 €) | ครอบครัว เพื่อน ของขวัญบริษัท |
| ตรุษจีน | มูลค่าคงที่ ชุดขนม | ครอบครัว ลูกค้าคนสำคัญ |
| วาเลนไทน์ (14 กุมภาพันธ์) | มื้อเย็นสำหรับสอง ทรีตเมนต์ความงาม | คู่รัก |
| สงกรานต์ | มูลค่าเล็ก ๆ ชุดเครื่องดื่ม | เพื่อน ครอบครัว |
| วันแม่และวันพ่อ | ทรีตเมนต์ อาหารเช้า ตัดผมพร้อมกันหนวด | ลูก ๆ |
| วันเกิด (ทั้งปี) | ยอดเงินตามต้องการ | ทุกคน |
นอกจากช่วงเหล่านี้ บัตรของขวัญยังเหมาะกับบริษัท (ของขวัญพนักงานหรือลูกค้า) และเป็นรางวัลในกิจกรรมจับฉลากของชุมชน
บัตรของขวัญแบบกระดาษ หรือ ดิจิทัล
ใช้ได้ทั้งสองแบบ เลือกตามวิธีซื้อของลูกค้า
| กระดาษ | ดิจิทัลในมือถือ | |
|---|---|---|
| ความรู้สึกเป็นของขวัญ | ห่อและมอบด้วยมือได้ | สะดวกเมื่อซื้อแบบกะทันหัน แนบการ์ดที่มี QR ได้ |
| ต้นทุน | ออกแบบและพิมพ์ | ไม่ต้องพิมพ์ |
| ใช้บางส่วน | ต้องจดยอดด้วยมือที่ไหนสักแห่ง | ยอดอัปเดตเอง |
| หาย | หายแล้วยอดก็หาย | อยู่ในมือถือ ไม่หาย |
| ปลอม | ปลอมง่ายถ้าไม่มีการควบคุม | บัตรแต่ละใบไม่ซ้ำกัน |
| เติมเงิน | ไม่สะดวก | ง่าย |
ตัวเลือกผสมที่ได้ผลดี: บัตรดิจิทัลที่อยู่ในมือถือ คู่กับซองหรือการ์ดที่พิมพ์ QR ไว้ สำหรับคนที่อยากมอบของจับต้องได้
ถ้าตอนนี้คุณใช้กระดาษทุกอย่าง ดูการเทียบแบบเต็มที่ บัตรกระดาษ หรือ ดิจิทัล
ยอดเงิน การเติม และวันหมดอายุ
สามเรื่องที่ต้องตัดสินใจก่อนขายใบแรก
ยอดเงินและการใช้บางส่วน
สะดวกที่สุดสำหรับลูกค้าคือใช้ยอดได้หลายครั้ง สำหรับคุณ หมายถึงต้องรู้ว่าบัตรแต่ละใบเหลือเท่าไร กับกระดาษจะวุ่นวาย กับดิจิทัล ยอดลดลงทุกครั้งที่พนักงานบันทึกการใช้ และลูกค้าเห็นในมือถือ
การเติมเงิน
บัตรที่เติมได้ไม่ได้เป็นแค่ของขวัญ แต่กลายเป็นกระเป๋าเงินของลูกค้าประจำ เช่น ลูกค้าเติม 50 € ต้นเดือน แล้วจ่ายค่าอาหารจากบัตรนั้นไปเรื่อย ๆ
วันหมดอายุ
วันหมดอายุที่ชัดเจนช่วยไม่ให้มียอดค้างอยู่เป็นปี แต่อย่ากำหนดโดยไม่ตรวจกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศคุณ ซึ่งอาจมีเงื่อนไข เมื่อชัดเจนแล้ว:
- เขียนวันหรือระยะเวลาไว้บนบัตรและในเงื่อนไขของร้าน
- เตือนลูกค้าก่อนบัตรหมดอายุ: เป็นอีกเหตุผลที่ดีให้เขากลับมา
- อธิบายที่เคาน์เตอร์ว่าใช้อย่างไร: “ใช้ได้หลายครั้ง และดูยอดได้ในมือถือ”
รับเงินค่าบัตรของขวัญโดยไม่เสียค่าคอมมิชชัน
หลายแพลตฟอร์มบัตรของขวัญรับเงินแทนคุณและหักเปอร์เซ็นต์ทุกการขาย สำหรับร้านในชุมชนมีวิธีที่ง่ายกว่า:
- ลูกค้าเลือกมูลค่าที่เคาน์เตอร์
- รับเงินที่เคาน์เตอร์ของคุณเหมือนการขายทั่วไป: เงินสด โอน หรือรูดบัตร ตามที่คุณใช้อยู่
- สร้างบัตรด้วยยอดนั้นในเครื่องมือของคุณ แล้วคนที่จะใช้บันทึกไว้ในมือถือ
- เมื่อมาใช้ พนักงานสแกนบัตรแล้วหักยอด
แบบนี้ไม่ต้องจ่ายค่าคอมมิชชันต่อการขาย เงินเข้าบัญชีคุณโดยตรง และเครื่องมือทำหน้าที่แค่ออกบัตรกับติดตามยอด
เลือกมูลค่าบัตรอย่างไร
มูลค่ามีผลกับยอดขาย หลักง่าย ๆ:
- เริ่มจากยอดบิลเฉลี่ย ถ้าบริการปกติราคา 18 € บัตร 20 € ครอบคลุมหนึ่งครั้ง และ 40 € ครอบคลุมสองครั้ง
- เสนอมูลค่าคงที่สองถึงสี่แบบ ตัวเลือกมากเกินไปทำให้คนซื้อลังเล
- เปิดให้เลือกยอดเอง สำหรับคนที่อยากให้จำนวนเฉพาะ
- ตั้งชื่อชุดตามสิ่งที่รวมอยู่ ไม่ใช่แค่ราคา: “อาหารเช้าสำหรับสอง” เข้าใจง่ายกว่า “บัตร 15 €”
ตัวอย่าง: ร้านไอศกรีมที่ยอดบิลเฉลี่ย 4 € อาจเสนอบัตร 10 € 20 € และ “คลับหน้าร้อน” 30 € คนที่ให้ 20 € เท่ากับซื้อการมาร้านราวห้าครั้งให้คนอื่น: มีเวลาเหลือเฟือให้เขาได้รู้จักร้านและกลายเป็นลูกค้าประจำ
โปรโมตบัตรของขวัญอย่างไร
บัตรของขวัญที่ไม่มีใครรู้ว่ามี ก็ขายไม่ได้ สิ่งที่มักได้ผล:
- ป้ายที่เคาน์เตอร์พร้อม QR และประโยคตรง ๆ: “คิดไม่ออกว่าจะให้อะไร? ให้ [ชื่อร้าน] สิ”
- ให้พนักงานพูดถึงในสัปดาห์สำคัญ: “ร้านมีบัตรของขวัญปีใหม่นะคะ”
- แจ้งลูกค้าประจำสองถึงสามสัปดาห์ก่อนแต่ละเทศกาล ถ้าเขามีบัตรสะสมแต้มของร้านในมือถืออยู่แล้ว แจ้งเตือนบนหน้าจอล็อกก็ถึงตัวโดยไม่ต้องพึ่งโซเชียลมีเดีย
- มูลค่ากลม ๆ และตัวเลือกเด่น เช่น 20 € 40 € และ 60 € โดยเขียนว่า “ยอดนิยม” ที่ 40 € ก็ต่อเมื่อมันขายดีที่สุดจริง ๆ
- ชุดที่มีความหมาย: “ตัดผม + กันหนวด” “อาหารเช้าสำหรับสอง” “ทรีตเมนต์ทำความสะอาดผิวหน้า”
- บริษัทในย่าน: เสนอบัตรให้ออฟฟิศและร้านค้าใกล้ ๆ สำหรับของขวัญปีใหม่
- โซเชียลมีเดีย: โพสต์รูปของขวัญ ไม่ใช่รูปส่วนลด
ไอเดียตามธุรกิจ
- ร้านอาหาร: มื้อเย็นสำหรับสอง หรือเมนูชิม
- ร้านตัดผม: ตัดผมพร้อมกันหนวดสำหรับวันพ่อ
- ร้านเสริมสวย: ทรีตเมนต์สำหรับวันแม่
- ร้านค้า: ยอดเงินตามต้องการ ให้คนได้รับเลือกเอง
ความผิดพลาดที่พบบ่อยกับบัตรของขวัญ
- เปิดขายวันที่ 20 ธันวาคม ช้าไปแล้ว: เตรียมตั้งแต่ปลายพฤศจิกายน
- เงื่อนไขไม่ชัด มูลค่า การใช้บางส่วน วันหมดอายุ และดูยอดได้ที่ไหน
- จำยอดด้วยความจำ จบด้วยการเถียงกับลูกค้า
- ไม่ใช้โอกาสกับคนที่มาใช้บัตร คนที่มาพร้อมบัตรของขวัญคือลูกค้าใหม่: เสนอบัตรสะสมแต้มให้เขาด้วย จะได้กลับมาอีก ไอเดียเพิ่มอยู่ใน เพิ่มลูกค้าประจำ
บัตรของขวัญกับ Stampaz
ใน Stampaz บัตรของขวัญเป็นหนึ่งในบัตร 6 แบบที่รวมอยู่ในทุกแพ็กเกจ: มียอดเงิน เติมได้ และกำหนดวันหมดอายุได้ตามต้องการ ลูกค้าบันทึกใน Apple Wallet หรือ Google Wallet (หรือบัตรเว็บ) โดยไม่ต้องโหลดอะไร และยอดอัปเดตเองทุกครั้งที่พนักงานสแกนด้วยมือถือเครื่องไหนก็ได้ Stampaz ไม่ได้รับเงินแทนคุณ: คุณรับเงินที่เคาน์เตอร์แล้วบันทึกในมือถือ จึงไม่มีค่าคอมมิชชันต่อการขาย ถ้าอยากเทียบกับบัตรแบบอื่น อ่าน แต้ม แสตมป์ หรือคืนเงิน?
คำถามที่พบบ่อย
กำหนดมูลค่าคงที่หรือให้เลือกยอดเอง รับเงินที่เคาน์เตอร์เหมือนการขายทั่วไป แล้วมอบบัตรให้ลูกค้า จะเป็นกระดาษหรืออยู่ในมือถือก็ได้ วางให้เห็นที่เคาน์เตอร์ และพูดถึงช่วงเทศกาล
ได้ แล้วแต่เครื่องมือที่ใช้ อาจส่งเป็นลิงก์ หรือพิมพ์ QR บนการ์ดเล็ก ๆ แล้วคนที่ได้รับบันทึกไว้ในมือถือ ไม่ต้องใช้บัตรพลาสติก
ขึ้นกับกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศคุณ ซึ่งอาจมีเงื่อนไขเรื่องวันหมดอายุ ก่อนตัดสินใจ ปรึกษาที่ปรึกษาหรือหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคที่เกี่ยวข้อง
การบันทึกบัญชีและภาษีของบัตรของขวัญมีรายละเอียดต่างจากการขายทั่วไป ถามนักบัญชีว่าควรบันทึกการขายและการใช้บัตรอย่างไรในกรณีของคุณ ก่อนเริ่มขาย
ไม่จำเป็น ถ้าคุณรับเงินที่เคาน์เตอร์ของร้านเอง และใช้เครื่องมือแค่ออกบัตรกับติดตามยอด ก็ไม่ต้องจ่ายค่าคอมมิชชันต่อการขายให้เครื่องมือนั้น