ในบทความนี้
ต้องมีอะไรบ้างก่อนเริ่ม (บอกเลย: ไม่ต้องรู้เทคนิค)
การทำบัตรสะสมแต้มออนไลน์ง่ายกว่าที่คิด คุณไม่ต้องมีแอปของตัวเอง ไม่ต้องจ้างโปรแกรมเมอร์ และไม่ต้องซื้อเครื่องใหม่มาวางที่เคาน์เตอร์ ต้องการแค่สามอย่าง:
- รางวัลที่ชัดเจน และรู้ว่ามันมีต้นทุนเท่าไร
- โลโก้ร้าน (ถ้าไม่มีไฟล์ ถ่ายรูปป้ายร้านก็ได้) และสีประจำร้านหนึ่งหรือสองสี
- มือถือหนึ่งเครื่องที่เคาน์เตอร์ ให้พนักงานสแกนบัตรของลูกค้า
ลูกค้าก็ไม่ต้องมีอะไรพิเศษ บัตรเก็บใน Apple Wallet (iPhone) หรือ Google Wallet (Android) ซึ่งติดมากับมือถืออยู่แล้ว อยากเข้าใจว่าทำงานอย่างไร อ่าน บัตรสะสมแต้ม Apple Wallet และ บัตรสะสมแต้ม Google Wallet
หลายร้านถามว่า ทำผ่าน LINE OA ไม่ได้เหรอ? ได้ ถ้าลูกค้าเกือบทั้งหมดใช้ LINE อยู่แล้ว แต่ลูกค้าต้องแอดเพื่อนร้านก่อน และลูกค้าต่างชาติหลายคนไม่มี LINE บัตรใน Wallet ไม่ต้องแอดใคร ใช้ได้กับสมาร์ตโฟนแทบทุกเครื่อง ถ้ายังลังเลระหว่างบัตรกระดาษกับมือถือ อ่าน บัตรกระดาษ หรือ ดิจิทัล ก่อน บทความนี้ถือว่าคุณตัดสินใจแล้ว
ขั้นที่ 1: เลือกประเภทบัตร
ไม่ใช่ทุกร้านที่ควรใช้บัตรแสตมป์ ประเภทบัตรขึ้นกับวิธีซื้อของลูกค้า:
| ประเภท | ทำงานอย่างไร | เหมาะกับ |
|---|---|---|
| แสตมป์ | ซื้อหรือมาหนึ่งครั้งได้หนึ่งแสตมป์ ครบแล้วได้รางวัล | ร้านกาแฟ ร้านชานม ร้านตัดผม ร้านไอศกรีม |
| แต้ม | ได้แต้มตามยอดใช้จ่าย แลกเป็นรางวัล | ร้านเบเกอรี่ ร้านค้า ร้านอาหาร |
| ส่วนลดตามระดับ | ใช้จ่ายมาก ได้ส่วนลดคงที่มากขึ้น | ร้านที่มีลูกค้าภักดีมาก |
| เงินคืน | คืนเป็นเปอร์เซ็นต์ เป็นยอดเงินใช้ในร้าน | ร้านอาหาร บาร์ |
| บัตรของขวัญ | ยอดเงินที่มีคนซื้อไว้ให้หรือซื้อเอง | ทุกร้าน โดยเฉพาะช่วงเทศกาล |
| สมาชิกรายเดือน | ค่าธรรมเนียมคงที่ รวมจำนวนครั้ง (“ตัดผม 2 ครั้งต่อเดือน”) | ร้านตัดผม ฟิตเนส ร้านกาแฟ |
หลักจำง่าย: ถ้าซื้อของเดิมซ้ำ ใช้แสตมป์ ถ้ายอดซื้อต่างกันมาก ใช้แต้ม มีตัวอย่างละเอียดใน แต้ม แสตมป์ หรือคืนเงิน?
Stampaz ใช้หลายบัตรพร้อมกันได้ (เช่น แสตมป์สำหรับกาแฟ กับบัตรของขวัญ) แต่เริ่มที่ใบเดียวก่อน สองบัตรในวันแรกทำให้ทั้งลูกค้าและพนักงานงง
ขั้นที่ 2: กำหนดกติกาและรางวัล (พร้อมตัวเลข)
โปรแกรมจะรุ่งหรือร่วงก็ตรงนี้ รางวัลน้อยไปไม่จูงใจ มากไปกินกำไร คิดตัวเลขก่อนพิมพ์อะไรทั้งนั้น
คำนวณส่วนลดจริง
ตัวอย่าง (ร้านกาแฟ): ครบ 10 แก้ว ฟรี 1 แก้ว ลูกค้าจ่าย 10 ได้ 11 ส่วนลดจริงคือ 1 ใน 11 หรือราว 9% และต้นทุนจริงของคุณไม่ใช่ราคาขาย แต่เป็นต้นทุนวัตถุดิบ (กาแฟ นม แก้ว) ซึ่งต่ำกว่ามาก
ตัวอย่าง (ร้านตัดผม): ตัด 6 ครั้ง ครั้งที่ 7 ฟรี ส่วนลดจริงราว 1 ใน 7 หรือประมาณ 14% ถ้ากำไรรับไหวก็ดี ถ้าไม่ไหว เพิ่มเป็น 8 ครั้ง หรือเปลี่ยนรางวัลเป็นบริการที่ต้นทุนต่ำกว่า (กันหนวด ผลิตภัณฑ์ขนาดเล็ก)
ตัวอย่าง (เบเกอรี่แบบแต้ม): ทุก 1 € ได้ 1 แต้ม ครบ 50 แต้มแลกขนมปังกับขนมหวานที่ขาย 3 € ลูกค้าได้คืน 3 € จากทุก 50 € หรือ 6%
ปรับจังหวะ
คำถามสำคัญคือ ลูกค้าประจำใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะได้รางวัล? ถ้ามาสัปดาห์ละสองครั้ง 10 แสตมป์ก็ราว 5 สัปดาห์: ดี ถ้ามาเดือนละครั้ง (ร้านตัดผม) 10 ครั้งก็เกือบปี: นานเกินไป ให้ตั้งเป้าว่าลูกค้าดีของคุณได้รางวัลภายในหนึ่งถึงสองเดือน
เขียนกติกาให้จบในประโยคเดียว
ถ้าประโยคเดียวไม่จบ แปลว่าซับซ้อนเกินไป ตัวอย่างที่ดี:
- “กาแฟหนึ่งแก้ว ได้หนึ่งแสตมป์ ครบสิบ แก้วถัดไปฟรี”
- “ทุก 1 € ได้ 1 แต้ม ครบ 50 แต้ม รับอาหารเช้าฟรี”
- “ตัดผมหนึ่งครั้ง ได้หนึ่งแสตมป์ ครั้งที่หก กันหนวดฟรี”
ขั้นที่ 3: ออกแบบบัตร
บัตรของคุณจะอยู่ในมือถือลูกค้าข้างบัตรฟิตเนส บัตรซูเปอร์มาร์เก็ต และบัตรธนาคาร ต้องจำได้ในพริบตา
- โลโก้: ต้องอ่านออกแม้ขนาดเล็ก ถ้าโลโก้ยาวมากหรือตัวอักษรบาง ลองใช้เวอร์ชันที่เรียบง่ายขึ้น
- สี: ใช้สีประจำร้านเป็นพื้น และตัวอักษรที่ตัดกันชัด (ขาวบนพื้นเข้ม หรือดำบนพื้นอ่อน) เลี่ยงสีเทาบนพื้นครีม
- รูปพื้นหลัง: ไม่บังคับ รูปสินค้าของคุณเอง (กาแฟ ขนมปัง หน้าร้าน) ดีกว่ารูปสต็อก และไม่ควรมีตัวหนังสือบนรูป เพราะบัตรมีข้อความของตัวเองอยู่แล้ว
- แสตมป์ลายของคุณเอง: Stampaz ให้ใช้ไอคอนของคุณเป็นแสตมป์ได้ (เมล็ดกาแฟ กรรไกร ไอศกรีม) รายละเอียดเล็ก ๆ ที่ทำให้บัตรเป็นของร้านคุณจริง ๆ
- ป้ายข้อความ: เรียกสิ่งต่าง ๆ แบบที่ลูกค้าเรียก “แก้ว” ดีกว่า “หน่วย” และ “ตัดผม” ดีกว่า “การเข้าใช้บริการ”
ข้อดีที่บัตรกระดาษไม่มี: ถ้าเปลี่ยนดีไซน์ บัตรในมือถือทุกเครื่องจะอัปเดตเอง และไม่มีใครเสียแสตมป์ แต้ม หรือยอดเงิน ไม่ต้องทำให้เป๊ะตั้งแต่ครั้งแรก
ขั้นที่ 4: ป้าย QR และตำแหน่งที่ควรวาง
ลูกค้าสมัครด้วยการสแกน QR ด้วยกล้องมือถือ กรอกข้อมูลเท่าที่จำเป็น แล้วบันทึกบัตร ใช้เวลาไม่กี่วินาที Stampaz สร้างป้ายให้พิมพ์ หน้าที่ของคุณคือวางให้คนเห็น
ตำแหน่งที่ได้ผล:
- บนเคาน์เตอร์ ข้างเครื่องคิดเงินหรือเครื่องรูดบัตร ตอนนั้นลูกค้ากำลังถือมือถืออยู่
- ในมุมรอ (ร้านตัดผม ร้านเสริมสวย ร้านอาหารที่รอคิว) ตรงนั้นมีเวลาว่าง
- บนโต๊ะ ถ้าร้านมีที่นั่ง ใช้ป้ายตั้งโต๊ะเล็ก ๆ ก็พอ
- ที่หน้าร้าน ให้คนเห็นว่าร้านมีบัตรสะสมแต้มตั้งแต่ก่อนเข้า
ตำแหน่งที่ไม่ได้ผล: หลังเคาน์เตอร์ สูงสองเมตร หรือแปะบนผนังที่ไม่มีใครเดินผ่าน ถ้าลูกค้าต้องขออนุญาตถึงจะสแกนได้ ก็เสียเขาไปแล้ว
ขั้นที่ 5: พนักงานใช้อย่างไร
ในแต่ละวัน พนักงานทำแค่อย่างเดียว: สแกนบัตรของลูกค้าด้วยมือถือ แล้วให้แสตมป์ แต้ม หรือหักยอดเงิน กับ Stampaz ใช้มือถือเครื่องไหนก็ได้ ไม่ต้องสร้างบัญชีหรือติดตั้งแอป และมีระบบกันสแกนซ้ำ ไม่ให้เผลอเพิ่มสองแสตมป์
ก่อนเปิดใช้ ใช้เวลาห้านาทีคุยกับทีม:
- ให้ทุกคนลองหนึ่งรอบ: สมัครด้วยมือถือตัวเอง ประทับหนึ่งแสตมป์ แลกรางวัลหนึ่งครั้ง
- ตกลงกันว่าอะไรนับเป็น “หนึ่งครั้ง”: กาแฟซื้อกลับกับนั่งร้านนับสองแสตมป์ไหม? ซื้อของราคาน้อยได้แสตมป์ไหม? ตัดสินตอนนี้ ไม่ใช่ต่อหน้าลูกค้า
- ตกลงว่าถ้าลูกค้าไม่ได้ถือมือถือมาจะทำอย่างไร: ปกติคือ “ครั้งหน้าเพิ่มให้นะครับ/คะ” กติกาที่ชัดดีกว่าข้อยกเว้นที่ต่างกันไปตามคนที่ยืนแคชเชียร์
สองสัปดาห์แรก: พูดอะไรที่แคชเชียร์
บัตรไม่ได้โปรโมตตัวเอง สองสัปดาห์แรกคือช่วงที่ตัดสินว่ามันจะติดหรือกลายเป็นป้ายที่ถูกลืม
ประโยคที่แคชเชียร์
สั้น และเอาประโยชน์ขึ้นก่อน เช่น:
- “มีบัตรสะสมแต้มของร้านหรือยังคะ? สแกน QR นี้ ครบสิบแก้วร้านเลี้ยงหนึ่งแก้วค่ะ”
- “สแกนตรงนี้ บัตรจะอยู่ในมือถือเลย ไม่ต้องแอดไลน์ ตัดครบหกครั้งกันหนวดฟรีครับ”
ให้ทุกคนในทีมพูดกับลูกค้าทุกคนเป็นเวลาสองสัปดาห์ หลังจากนั้นจะเป็นไปเอง
ดันแสตมป์แรก
ไอเดียที่ได้ผล: แถมแสตมป์แรกตอนสมัคร บัตรที่เริ่มที่ 1 จาก 10 รู้สึกใกล้รางวัลกว่าบัตรเปล่า
แจ้งเตือนครั้งแรก
ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์หรือสิบวัน เมื่อมีลูกค้าถือบัตรกลุ่มหนึ่งแล้ว ส่งแจ้งเตือนบนหน้าจอล็อกครั้งแรก ให้มีประโยชน์ ไม่ใช่โฆษณากว้าง ๆ เช่น “สัปดาห์นี้ช่วงบ่าย รับแสตมป์สองเท่า” หรือ “เปิดรับสั่งเค้กปีใหม่แล้ว” แพ็กเกจ Local ส่งได้ 4 ครั้งต่อเดือน การแจ้งเตือนอัตโนมัติทุกครั้งที่ได้แสตมป์หรือรางวัลไม่นับรวม
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- รางวัลไกลเกินเอื้อม 20 แสตมป์แลกกาแฟหนึ่งแก้ว ในร้านที่ลูกค้ามาสัปดาห์ละครั้ง: ไม่มีใครสะสมครบ
- กติกามีตัวเล็ก ๆ เต็มไปหมด “ยกเว้นวันหยุด ยกเว้นสินค้าโปรโมชัน…” ทุกข้อยกเว้นลดความอยากสะสม
- ป้ายถูกซ่อน ถ้าลูกค้ามองไม่เห็น QR จากจุดจ่ายเงิน ก็เท่ากับไม่มี
- พนักงานไม่ได้รับการสอน ถ้าคนที่ยืนแคชเชียร์สแกนไม่เป็นหรือไม่พูดถึง บัตรก็ไม่ติด
- แจ้งเตือนถี่เกินไป การแจ้งเตือนคือสิทธิพิเศษ ถ้ารบกวน ลูกค้าจะปิดแจ้งเตือนหรือลบบัตร
- ไม่ดูตัวเลข ผ่านไปสี่สัปดาห์ ดูว่ามีบัตรกี่ใบและแลกรางวัลไปกี่ครั้ง ถ้าแทบไม่มีใครถึงรางวัล ให้ลดเงื่อนไขลง
เช็กลิสต์ก่อนเปิดตัว
- เลือกประเภทบัตรตามวิธีซื้อของลูกค้าแล้ว
- เขียนกติกาได้ในประโยคเดียว
- คำนวณต้นทุนจริงของรางวัลแล้ว (เปอร์เซ็นต์และต้นทุนสินค้า)
- เช็กจังหวะแล้ว: ลูกค้าประจำได้รางวัลในหนึ่งถึงสองเดือน
- โลโก้อ่านง่าย สีตัดกันดี ป้ายข้อความใช้คำของคุณเอง
- พิมพ์ป้าย QR แล้ววางข้างแคชเชียร์
- สอนทีมแล้ว: ลองแล้ว และตกลงกันว่าอะไรได้แสตมป์
- ตกลงประโยคที่แคชเชียร์สำหรับสองสัปดาห์แรก
- คิดแจ้งเตือนครั้งแรกสำหรับสัปดาห์ที่สองไว้แล้ว
ถ้าร้านคุณอยู่ในธุรกิจเฉพาะ มีไอเดียและตัวอย่างในหน้าสำหรับ ร้านกาแฟ, ร้านตัดผม, ร้านเบเกอรี่ หรือ ร้านอาหาร
คำถามที่พบบ่อย
ไม่ต้อง ใช้เครื่องมืออย่าง Stampaz คุณแค่เลือกเทมเพลต อัปโหลดโลโก้ แล้วเลือกสี ไม่ต้องเขียนโค้ด และไม่ต้องยุ่งกับใบรับรองของ Apple หรือ Google
ไม่ต้อง บัตรเก็บไว้ใน Apple Wallet หรือ Google Wallet ที่มากับมือถืออยู่แล้ว คนที่ไม่ใช้ทั้งสองอย่างใช้บัตรเว็บผ่านเบราว์เซอร์ได้
ขึ้นกับว่าลูกค้ากลับมาบ่อยแค่ไหน หลักง่าย ๆ คือให้ลูกค้าประจำได้รางวัลภายใน 4 ถึง 8 สัปดาห์ ถ้าต้องรอเป็นเดือน ๆ เขาจะลืมบัตรไปเอง
ได้ แต้มเหมาะเมื่อยอดซื้อแต่ละครั้งต่างกันมาก เช่น ร้านเบเกอรี่หรือร้านค้า ส่วนแสตมป์เหมาะเมื่อลูกค้าซื้อของเดิมซ้ำ ๆ เช่น กาแฟหรือตัดผม
กับ Stampaz ราว 5 นาที: เทมเพลต โลโก้ และพิมพ์ป้าย QR สิ่งที่ใช้เวลามากที่สุดคือการคิดรางวัลให้ดี ซึ่งควรคิดไว้ก่อน